พระเครื่อง มณเฑียร
 ร้าน  ทรัพย์สมบูรณ์พระเครื่อง [เอก ทรัพย์สมบูรณ์]
 
 พระเครื่อง  มณเฑียร หน้าพระมณเฑียร      พระเครื่อง  มณเฑียร หน้าร้าน    พระเครื่อง  มณเฑียร การรับประกัน / การชําระเงิน     พระเครื่อง  มณเฑียร รายละเอียดของร้าน

พระพุทธชินราชอินโดจีน "สังฆาติสั้นหน้าเสาร์๕"



พระเครื่อง พระพุทธชินราชอินโดจีน




รหัสพระเครื่อง   MT1011717
ชื่อพระเครื่อง   พระพุทธชินราชอินโดจีน "สังฆาติสั้นหน้าเสาร์๕"
ราคา      15,000 
รายละเอียด    พระพุทธชินราชอินโดจีน "สังฆาติสั้นหน้าเสาร์๕"ไม่ตอกโค๊ต องค์นี้หล่อออกมาได้สวยหล่อติดเต็มสวยคมชัด...ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงรีบเก็บสะสมนะครับ... ,,,ข้อมูลต่อไปนี้ได้ศึกษามาจากเว็บไซต์พระเครื่อง และ นิตยสารพระเครื่องต่างๆนำมารวบรวมเรียบเรียงใหม่จึงต้องขอขอบคุณท่านที่ค้นคว้าทุกท่านครับ,,,ในปี พ.ศ. 2483-2485 ประเทศไทยประสพปัญหาทางด้านการเมืองซึ่งหลังจากปัญหาต่างๆได้กลับคืนสู่สภาวะปกติ แล้วจึงได้มีการก่อตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า "พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย" ซึ่งเป็นการรวมตัวระหว่าง พุทธธรรมสมาคม กับยุวพุทธสาสนิกสมาคม ช่วงนั้นพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยมี พลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกสมาคมฯ ปรารภที่จะสร้างรูปหล่อพระพุทธชินราชขึ้น แต่ยังติดขัดเรื่องภาวการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ จึงยังไม่ได้ดำเนินการสร้าง ล่วงถึงปีพุทธศักราช 2485 ภายหลังสถานการณ์กรณีพิพาทไทยกับฝรั่งเศสคลี่คลายลงพร้อมสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเริ่มขึ้นจึงได้มีโอกาสเริ่มดำเนินการจัดสร้างตามความประสงค์จนสำเร็จลุล่วงลงในที่สุด,,,,,,,,,,,,, ที่มาของชื่อพระพุทธชินราชอินโดจีน ได้มีการเรียกชือตามสถานการณ์ในช่วงเวลาทีทางพุทธสมาคมฯปรารภกันว่าจะจัดสร้างพระพุทธชินราชลอยองค์ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงที่ไทยมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสเรื่องสิทธิเหนือดินแดนของอินโดจีน ในราวปีพุทธศักราช 2483-2484 จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่นไปโดยปริยายกระทั่งปัจจุบันไม่มีใครเรียกขานนามพระพุทธชินราชรุ่นนี่ว่ารุ่น "สงครามโลก" เลย,,,,,,,,,,,,, วัตถุประสงค์ในการสร้างก็เพื่อแจกจ่ายให้แก่ทหารที่ไปราชการสงครามโลกครั้งที่ 2 และให้ประชาชนโดยทั่วไปได้มีโอกาสเช่าบูชาในปี 2485 การจัดสร้างพระพุทธชินราช “รุ่นอินโดจีน” ในตอนแรกมีกำหนดการให้ทำพิธีเททองหล่อพระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก แต่มีเหตุต้องเปลี่ยนสถานที่ในการเททองให้มาทำพิธีที่วัดสุทัศน์แทนเนื่องจากในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 กำลังคุกรุ่นและประเทศไทยได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 25 มกราคม ปีพุทธศักราช 2485 จึงไม่สะดวกในการเดินทางและทำพิธีจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่มายังวัดสุทัศน์แทน,,,,,,,,,,,,, สถานที่ จัดสร้างพระพุทธชินราช จัดพิธีการสร้างขึ้นที่วัดสุทัศน์และปลุกเสกในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ในวันที่ 21 มีนาคม เสาร์ 5 (วันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำเดือน 5) ปีพุทธศักราช 2485 ดำเนินการสร้างและออกแบบโดยกรมศิลปากรโดยมีท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นองค์ประธานและท่านเจ้าคุณสัจจญาณมุนี (สนธิ์) เป็นผู้ดำเนินการได้ทำพิธีลงทองถูกต้องตามตำราการสร้างพระกริ่งของวัดสุทัศน์ทุกประการนอกจากนั้นยังมีแผ่นทองจากพระเกจิอาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีอีกจำนวนหนึ่งจึงนับได้ว่าเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์พิธีหนึ่งซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยคณาจารย์ทั้ง 108 รูป ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นจากทั่วประเทศเลยทีเดียว,,,,,,,,,,,,, - สถานที่ติดต่อสั่งจองเฉพาะพระเครื่อง ที่ข้าหลวงประชาจังหวัดและนายอำเภอทุกแห่งทั่วราชอาณ าจักร์ และที่นายประมวล บูรณโชติ เลาขาธิการของสมาคม ณ สำนักงานพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชอุทยานสราญรมย์ จังหวัดพระนคร - เงินรายได้ จำนวนเงินรายได้ทั้งสิ้น เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้แบ่งส่วนเฉลี่ยออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน เพื่อนำไปจัดการดังต่อไปนี้ 1. ให้กรมการสาสนา กระทรวงศึกษาธิการ สำหรับบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาและการกุศลสาธ ารณะต่างๆภายในจังหวัด 2. ให้คณะกรรมการจังหวัดพิษณุโลก สำหรับบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา และการกุศลสาธารณะต่างๆภายในจังหวัด 3. ให้พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นทุนในการดำเนินกิจการเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาตา มวัตถุประสงค์ของสมาคม,,,,,,,,,,,,, พระพุทธชินราชอินโดจีนจากลักษณะพิมพ์ทรงองค์พระที่ปรากฎ สามารถคาดเดาได้ว่ามีหลายกลุ่มฝีมือช่างซึ่งโรงงานที่รับช่วงงานไปทำ มีอยู่สองแหล่งใหญ่ๆ คือ “ชุมชนบ้านช่างหล่อ” และบริเวณ”เสาชิงช้า” ดังนั้นพระที่ได้จึงปรากฎความแตกต่างให้เห็นตามกลุ่มฝีมือช่าง ในกลุ่มพิมพ์ต่างๆ ซึ่งบริเวณเสาชิงช้าจะเป็นช่างชาวจีนได้หล่อพระที่มีลักษณะผิวขรุขระหรือที่เรียกกันว่า”ผิวมะระ” ส่วนบ้านช่างหล่อเป็นช่างหล่อพระที่มีประสบการณ์มานานซึ่งเป็นช่างชาวไทยจึงมีความปราณีตและเรียบร้อยหล่อพระออกมามีลักษณะสวยงามส่วนมากจะเป็นพิมพ์สังฆาฏิยาว และสังฆาฏิสั้น,,,,,,,,,,,,, จัดสร้างประมาณ 90,000 องค์ เป็นเนื้อโลหะผสม โดยมีทองเหลืองเป็นหลัก แต่สุดท้ายคัดเหลือ 84,000 องค์ ซึ่งให้ความหมายเท่ากับพระธรรมขันธ์ ชนวนมวลสารที่ใช้หล่อนั้นประกอบด้วยชนวนโลหะของวัดสุทัศน์แผ่นจารจากพระคณาจารย์ทั่วประเทศรวมทั้งโลหะทองเหลืองที่ประชาชนนำมาบริจาคให้หลังจากนั้นเมื่อหล่อพระเสร็จเรียบร้อยโดยมีอกเลานูนบริเวณใต้ฐานของพระ แต่ทว่าเกิดปัญหาตรงที่ไม่สามารถตั้งองค์พระได้ จึงทำการตะไบและเจียรอกเลาที่นูนออกมาจากฐานจะมีเหลือเพียงบางองค์เท่านั้นซึ่งมีจำนวนน้อยมาก เมื่อช่างได้ทำการตะไบอกเลาออกแล้วจึงนำพระทั้งหมดมามอบให้กับพุทธสมาคมฯ และ ทางพุทธสมาคมฯก็ได้ทารตอกโค๊ตใต้ฐานพระในองค์ที่มีฐานเรียบโดยโค๊ตที่ใช้ตอกมีสองแบบคือ “โค๊ดรูป ธรรมจักร 8 ซี่”ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด หรือวงเวียนแห่งการ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน ของพระพุทธองค์ลักษณะของธรรมจักรดั้งเดิมมีสองรูปแบบ คือมี หกซี่ หรือบางครั้งห้าซี่ และรูปแบบที่กำเนิดในพุทธศาสนาคือ แปดซี่ สอดคล้องกับ มรรคแปด หรือรูปพระหัถต์ และ”โค๊ด อกเลาอกเลา” หมายถึง แท่งไม้หรือส่วนที่ทำเป็นแนวยาว เพื่อใช้เป็นตัวประกบระหว่างบานประตูสมัยก่อน และจะมีตัวกลางไม้ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนในทางตะแคงกั้นอยู่กึ่งกลาง ตัวสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนนี้ โบราณเรียก "นมเลา" หรือ "นมอกเลา" ปัจจุบันเรียกเพี้ยนกลายเป็นอกเลา หน้าที่ของนมอกเลา คือตัวกั้นไม่ให้คนภายนอกงัดแงะไม้คานที่พาดปิดประตูด้านในได้สะดวก นิยมทำตามบ้านเรือนไทยโบราณ บ้านชนชั้นสูง หรือ ตามวัดและวัง,,,,,,,,,,,,,พระรูปหล่อพระพุทธชินราช อินโดจีน ส่วนใหญ่ได้ทำการตอกโค๊ดและมีบางองค์ที่กรรมการได้ตอกโค๊ดธรรมจักร 2 ครั้งเรียกกันว่า 3 โค๊ดซึ่งอาจจะเนื่องด้วยเพื่อแจกคณะกรรมการหรือผู้ติดตามและผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช (แพ) หรือผู้ที่ช่วยงานแต่ได้มีพระบางส่วนที่ไม่ได้ตอกโค๊ดเนื่องจากโค๊ดชำรุดเสียก่อนซึ่งบางท่านก็ได้นำพระที่ไม่ได้ตอกโค๊ดไปให้เกจิอาจารย์ในพิธีได้ลงอักขระเลขยันต์ตามตำราของท่าน และพระพุทธชินราช อินโดจีนที่ไม่ได้ตอกโค๊ด จึงถูกนำไปตอกโค้ดคำว่า "จุฬามุนี" ที่บริเวณใต้ฐานด้วยบางส่วน ซึ่งมีการ สันนิษฐานว่าเป็นการนำพระไปตอกโค้ดเช่นนี้อยู่ 2 ประเด็นคือเป็นเกจิท่านหนึ่งที่มาปลุกเสกด้วย คือหลวงพ่อเนื่อง โกวิโท (พระครูโกวิทสมุทรคุณ) วัดจุฬามณี ต.บางช้าง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และอีกประเด็นหนึ่งคือการนำพระขึ้นไปตอกโค้ดที่วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก และสุดท้ายยังมีการตอกด้วยชื่อสกุลของบุคคลต่างๆเพื่อเป็นมรดกสืบทอดให้ลูกหลานของเจ้าของพระอีกด้วย…..นอกจากนั้นยังมีพระพิมพ์เฉพาะที่หลวงพ่อเขียนและหลวงพ่อดำ แบ่งไปเพื่อแจกลูกศิษย์พระทั้งหมดเมื่อดำเนินการตอกโค๊ตแล้วทางพุทธสมาคมฯได้นำเข้าทำพิธีมหาพุทธาภิเษกที่วัดสุทัศน์ทั้งหมด,,,,,,,,,,,, ในด้านพิมพ์ทรงพระพุทธชินราชอิโดจีนในแต่ละพิมพ์หลักก็แยกย่อยออกเป็นหลายแม่พิมพ์ หลายบล๊อก อีกทั้งยังมี พิมพ์ครึ่งซีก พิมพ์ปั้ม รวมไปทั้งพิมพ์แต่งหุ่นเทียนและพิมพ์แต่งเก่า พระพุทธชินราชอินโดจีนเนื้อหามวลสารเป็นเนื้อทองผสมจะมีผู้ที่บริจาคทั้งทองคำ เงิน นาค ทองเหลืองและวัตถุอื่นๆ จึงมีเฉพาะบางองค์ที่มีเนื้อหา แก่ทองคำ/แก่เงิน/แก่นาค/แก่เมฆสิทธิ์ และ เนื้อของปิ่นโต(ออกไปทางอลูมิเนียม) แต่จะพบเจอน้อยมากๆ เพราะเจ้าของที่ครอบครองต่างก็หวงกันทั้งนั้น อีกทั้งยังมีการเปียกทอง เปียกเงิน เปียกนาค ทั้งดั่งเดิมตั้งแต่หล่อหลอมออกมาหรือเจ้าของสมัยนั้นมีความชื่นชอบได้นำไปเปียกหรือนำไปกะไหล่มาตั้งแต่โบราณ ซึ่งพระพุทธชินราชอินโดจีนมีพุทธลักษณ์องค์ใหญ่ในสมัยก่อนช่างต้องใช้ทองคำแท้ถึง 1 บาทในการเปียกทองรูปหล่อพระพุทธชินราชจึงทำให้มีผลต่อราคาที่สู้ค่าทางทรัพย์สินและจิตใจมาถึงปัจจุบัน,,,,,,,,,,,,, การสร้างพระเครื่องชุดนี้ยึดเอาพุทธศิลป์จากองค์พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.จังหวัดพิษณุโลก เป็นองค์ต้นแบบมีการจัดสร้างแบ่งเป็น 3 ชนิดด้วยกัน ประกอบด้วย…………. 1. ประเภทพระบูชาพระพุทธชินราช สร้างด้วยวิธีการหล่อเป็นพระพุทธรูปขัดเงามีซุ้มเรือนแก้วเหมือนพุทธชินราชองค์ต้นแบบจัดสร้างตามจำนวนผู้สั่งจอง โดยผู้ที่สั่งจองจะต้องส่งเงินจำนวน 150 บาท ต่อ 1 องค์ ไปยังคณะกรรมการเพื่อเป็นทุนจัดสร้างเท่านั้น และมีการจัดสร้างแจกจ่ายให้กับจังหวัดทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 องค์ ทั่วประเทศ …………. 2.ประเภทพระพุทธชินราชองค์ลอยหล่อโบราณขนาดคล้องคอ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มพิมพ์หลัก และ พิมพ์พิเศษต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มสังฆาฏิยาว - หน้านาง นิยม Aจุดสังเกตคือบริเวณปลายคางจะเรียวแหลมเป็นดั่งผลมะตูมชัดเจน และนิ้วโป้งด้านขวามือองค์พระเรียวงามอ่อนช้อย - หน้าใหญ่ นิยม Aจุดสังเกตคือ บริเวณปลายคาง แบนราบและกว้างใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด อีกจุดหนึ่งก็คือนิ้วโป้งด้านขวามือองค์พระ พิมพ์ทรงจะแลดูสั้นต้อหนาล่ำฐานกว้างกางออกไปด้านข้างมากกว่าอีกพิมพ์หน้านาง - หน้า B (มีคิ้ว)จุดสังเกตคือ พระพิมพ์นี้จะมี "คิ้ว" ค่อนข้างโดดเด่น - หน้า C - หน้าพรหม (มีคิ้ว)จุดสังเกตคือ หน้าคล้ายพิมพ์หน้า B แต่พิมพ์นี้ อุณาโลม จะเยื้องไปเหนือคิ้วซ้ายขององค์พระ - หน้าหนูจุดสังเกตคือ เกศบัวตูมหรือเกศตุ่ม - หน้าไทยจุดสังเกตคือ หน้าจะคล้ายพิมพ์หน้าใหญ่ A แต่จะไม่มีอนุโลมที่หน้าผาก - หน้าจีนจุดสังเกตคือ พิมพ์นี้จะไม่มีอนุโลมที่หน้าผาก - หน้าฝรั่งจุดสังเกตคือ พิมพ์นี้หน้าจะคล้ายพิมพ์ C อยู่บ้างแต่ไม่เหมือนกัน - หน้าอินเดียจุดสังเกตคือ ฐานกลีบบัวแถวบนจะดูแหลมๆ - หน้าพญาหงส์จุดสังเกตคือ จมูกค่อนข้างกว้าง และแบนราบกว่าทุกพิมพ์ - หน้าธิเบตจุดสังเกตคือ หน้าไม่เหมือนใคร - หน้าครุฑจุดสังเกตคือ หน้าจะคล้ายพิมพ์หน้าจีน แต่จะแตกต่างกันพอสมควร - หน้าฤาษีจุดสังเกตคือ พิมพ์ค่อนข้างตื้นพิมพ์จึงถูกแต่งบ้าง ใบหน้าดูสูงอายุ - หน้าเทวดาจุดสังเกตคือ หน้าตาจะคล้ายจ้องเขม็ง คล้ายมีหนวดเฟิ้มขึ้นอยู่เหนือริมฝีปาก หรือปากเจ่อ - หน้ามงคลจุดสังเกตคือ จะคล้ายกับพิมพ์หน้าครุฑค่อนข้างมาก แต่จะต่างกันที่สังเกตได้ง่ายคือ มีอนุโลมที่หน้าผาก - หน้าพระพุทธจุดสังเกตคือ จะคล้ายกับพิมพ์หน้าหนู แต่พิมพ์นี้มีอนุโลม และเกศบัวจะไม่เหมือนกัน หน้าพระพุทธจะเกศแหลมจรดปรายยอด -หน้ายักษ์หลังแซงแซว(พิมพ์หลวงพ่อเขียน)จุดสังเกตคือ ปลายสังฆาติด้านหลังจะสั้นและเป็นแฉกแบบหางนกแซงแซว กลุ่มสังฆาฏิสั้น - หน้าเสาร์ห้า ใหญ่จุดสังเกตคือ มือขวาองค์พระจะส่วนใหญ่จะค่อนข้างเห็นเป็นนิ้วชัดเจน - หน้าเสาร์ห้า กลางจุดสังเกตคือ มีขนาดใกล้เคียงกับเสาร์ห้า-ใหญ่ ต่างกันที่สัดส่วนองค์พระมีขนาดเล็กย่อมกว่า - หน้าเสาร์ห้า เล็กจุดสังเกตคือ ไม่ค่อยคมชัด และมีขนาดเล็กต่างจาก เสาร์ห้าหน้าใหญ่-กลาง - หน้าพระประธาน - หน้าแหลมแขนยาวจุดสังเกตคือ แขนขวาขององค์พระจะมีลักษณะทอดลงมาเป็นแนวยาว ดูผอม และบาง กว่าทุกพิมพ์ หน้าดูเรียวแหลม - หน้าชินสีห์ (จัมโบ้)จุดสังเกตคือ จะมีกลีบ 9 กลีบทั้งสองชั้น - หน้าหนุ่ม - หน้าแก่จุดสังเกตคือ สังฆาฏิค่อนข้างยาวและตัดเป็นเส้นตรงคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้า - หน้าใหญ่ (ซุ้มบายศรี)จุดสังเกตคือ หน้าออกกลมๆ เหลี่ยมๆ คางชิดหน้าอกหรือคอสั้น(คล้ายหน้าใหญ่ซุ้มรำแพน) ซุ้มบายศรี-เส้นคู่จะวิ่งลงมาจากยอดถึงโคนซุ้มโค้งเหนือหัวไหล่ - หน้าใหญ่ (ซุ้มรำแพน)จุดสังเกตคือ หน้าออกกลมๆ เหลี่ยมๆ คางชิดหน้าอกหรือคอสั้น(คล้ายหน้าใหญ่ซุ้มหูบายศรี) ซุ้มรำแพน-จะไม่มีเส้นคู่วิ่งลงมาจากยอดถึงโคนซุ้มโค้งเหนือหัวไหล่ - หน้ายักษ์จุดสังเกตคือ พิมพ์ขนาดค่อนข้างใหญ่ ไล่เลี่ยคล้ายๆพิมพ์หน้าชินสีห์ - พิมพ์ซุ้มเส้นคู่จุดสังเกตคือ ตั้งแต่หัวไหล่ขึ้นไปจะมีเส้นคู่ ขนาดกันจนถึงปรายยอดบนสุด - พิมพ์ซุ้มเกลียวเชือกจุดสังเกตคือ กนกเรียวเล็ก มีลักษณะที่ม้วนปลายขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้ดูเหมือนเกลียวเชือก - พิมพ์เส้นใหญจุดสังเกตคือ ปลายสังฆาฏิ จะค่อนข้างใหญ่ กลุ่มต้อบัวเล็บช้าง - หน้าใหญ่จุดสังเกตคือ ฐานกลีบบัวค่อนข้างใหญ่ - หน้ากลางจุดสังเกตคือ ขนาดพอๆกับหน้าใหญ่ แต่ฐานกลีบบัวจะเล็กกว่าพิมพ์หน้าใหญ่ - หน้าเล็กจุดสังเกตคือ หน้าจะค่อนข้างเล็ก และแหลมกว่าพิมพ์อื่น - หน้าแก่จุดสังเกตคือ พิมพ์ค่อนข้างสูงและมีความหนา หน้าองค์พระมีลักษณะเหมือนคนแก่ และดูเหมือนเป็นผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีฟันแล้ว ปากจะเบี้ยวๆเอียงๆเกือบทุกองค์ - หน้ายักษ์จุดสังเกตคือ พิมพ์ค่อนข้างหนา แลดูเตี้ยๆ ต้อๆ ล่ำสันมาก หล่อติดเต็มพิมพ์ กลีบบัวค่อนข้างดูลึก - ทรงเครื่องจุดสังเกตคือ มีเส้นรองเกศชั้นแรก - หน้าแว่นจุดสังเกตคือ จะคล้ายกับพิมพ์ บัวเล็บช้างซุ้มข้างกนก แต่ไม่มีลวดลายด้านข้างตลอดแนวซุ้มเรือนแก้ว - ซุ้มขีด (หุ่นยนต์)จุดสังเกตคือ ซุ้มเรือนแก้วตลอดแนวสองข้าง ตัวกนก จะคมชัดลึก มีความถี่จัดวางเรียงแบบที่ชิดติดกัน หากมองไกลๆจะเห็นเป็นขีดๆ จึงเป็นที่มาของซุ้มขีด และด้านหลังองค์พระบริเวณเศียรพระจะมีเส้นขีดบั้ง ซึ่งแตกต่างจากพิมพ์อื่นๆ จะไม่มีเส้นนี้ - ซุ้มข้างกนกจุดสังเกตคือ พิมพ์หน้าจะมีความคล้ายกับพิมพ์แว่น แต่จะต่างกัน โดยเฉพาะลวดลายซุ้ม - ซุ้มเปลวเพลิงจุดสังเกตคือ ซุ้มเรือนแก้วจะดูเหมือนเปลวเพลิง กลุ่มต้อบัวขีด - ทรงใหญ่จุดสังเกตคือ ส่วนใหญ่จะมีให้เห็นพระถัน(หัวนม) มีรูที่หน้าอก มีรูที่ใต้ฐานบัวใบที่ 5 - ทรงกลางจุดสังเกตคือ พิมพ์ทรงย่อมกว่า พิมพ์ทรงใหญ่ - ทรงเล็กจุดสังเกตคือ คิ้ว และ ปาก จะมีความแตกต่างจากพิมพ์ทรงอื่นๆ และซุ้มเรือนแก้วจะไม่เหมือนกัน - ทรงชะลูดจุดสังเกตคือ พิมพ์จะสูงพอๆกับพิมพ์สังฆาฏิยาวหรือสังฆาฏิสั้น - บัวแตก จุดสังเกตคือ บัวล่างกลีบที่4นับจากปลายมือขวาพระติดไม่เต็มกลีบ กลุ่มพิเศษ - อกเล้านูน เป็นการสร้างช่วงแรกๆ โดยหล่อโค๊ตติดกับองค์พระ ภายหลังจึงใช้วิธีการปั๊มโค๊ตแทน - ครึ่งซีก - พิมพ์ปั๊ม - พิมพ์แต่งเก่า - พิมพ์แต่งใหม่ - เนื้อพรายเงิน - เนื้อแก่เมฆสิทธิ์ - เนื้อปิ่นโต ,,,,,,,,,,,,, 3.ประเภทเหรียญปั๊มพระพุทธชินราชอินโดจีน รูปทรงใบเสมาหงาย สร้างด้วยวิธการปั๊มขึ้นรูปมีลักษณะเป็นเหรียญรูปใบเสมาหงายด้านหน้าเป็นรูปองค์พระพุทธชินราชประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้วมีลายพญานาคอยู่สองข้าง/ส่วนด้านหลังของเหรียญจะเป็นรูปอกเลาบานประตูพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ,,,,,,,,,,,,, สร้างด้วยเนื้อทองแดงรมดำนอกจากนั้นแล้วจะมีเหรียญชนิดพิเศษที่นำไปกะไหล่ทองและกะไหล่เงิน เพื่อที่ไว้สำหรับแจกผู้สนิทชิดใกล้สมเด็จพระสังฆราช (แพ) และผู้ที่ได้ทำงานเป็นข้าราชบริพานหรือแจกให้กับคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งให้กลับไปยังเกจิคณาจารย์ที่เข้าร่วมปลุกเสก มีทั้งแบบแหนบ และแบบเข็มกลัด และที่พิเศษไปกว่านั้นคือเหรียญพระพุทธชินราชอินโดจีน เนื้อเงิน ซึ่งหาได้ยากยิ่ง ที่เรียกว่างมเข็มในมหาสมุทรยังง่ายกว่าจัดสร้างจำนวนรวมกันประมาณ 3,000 เหรียญ,,,,,,,,,,,,, การแบ่งแยกพิมพ์แบ่งเป็น 2 พิมพ์หลักๆ คือ สระอะจุด และสระอะขีด ประกอบด้วย 1.พิมพ์สระอะจุด กะไหล่ทอง ชนิดแหนบ กรรมการ 2.พิมพ์สระอะขีด กะไหล่ทอง ชนิดแหนบ กรรมการ 3.พิมพ์สระอะขีดกะไหล่เงิน ชนิดเข็มกลัด กรรมการ 4.พิมพ์สระอะขีดกะไหล่ทอง ชนิดเข็มกลัด กรรมการ 5.พิมพ์สระอะจุดกะไหล่เงิน กรรมการ บล๊อกผิวเรียบ 6.พิมพ์สระอะจุดกะไหล่เงิน กรรมการ บล๊อกผิวทราย 7.พิมพ์สระอะจุดกะไหล่ยทอง กรรมการ บล๊อกผิวเรียบ 8.พิมพ์สระอะจุดกะไหล่ยทอง กรรมการ บล๊อกผิวทราย 9.พิมพ์สระอะขีดกะไหล่เงิน กรรมการ 10.พิมพ์สระอะขีดกะไหล่ทอง กรรมการ 11.พิมพ์สระอะจุดชนิดรมดำ บล๊อกผิวเรียบ แบบไม่มีสายฟ้า 12.พิมพ์สระอะจุดชนิดรมดำ บล๊อกผิวเรียบ แบบมีสายฟ้า 13.พิมพ์สระอะจุดชนิดรมดำ บล๊อกผิวทราย 14.พิมพ์สระอะขีดชนิดรมดำ บล๊อกผิวเรียบ 15.พิมพ์สระอะขีดชนิดรมดำ บล๊อกผิวทราย 16.พิเศษพิมพ์สระอะจุดเนื้อเงิน,,,,,,,,,,,,, สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ทรงตรัสไว้ว่า “การปลุกเสกพระหรือเครื่องรางของขลังวัดไหน ก็สู้วัดสุทัศน์ไม่ได้” ทั้งนี้เป็นเพราะในพระอุโบสถที่ใช้เป็นปริมณฑลสำหรับพิธีปลุกเสกนั้นพรั่งพร้อมไปด้วยอรหันต์เจ้า(ชั้นผู้ใหญ่) ครบถ้วนถึง ๘๐ พระองค์ ของขลังและวัตถุมงคลจึงมีความขลัง และ ประสิทธิ์ยิ่งนัก เพราะท่านได้ร่ำเรียนและปฏิบัติถูกต้อง ตามตำราแบบครบสูตร วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังทั้งหลายยิ่ง และเกียรติคุณมากยิ่งขึ้นตลอดมา จนเป็นสิ่งที่ประสงค์จะได้ครอบครองของนักนิยมสะสมพระเครื่องโดยทั่วไป ปัจจุบันสนนราคาก็ทวีค่าสูงขึ้นเป็นลำดับทั้งยังเสาะแสวงหาได้ยากอีกต่างหาก พระพุทธชินราชอินโดจีนถือว่า เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์พิธีหนึ่ง โดยมีราชนามพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมนั่งปรกปลุกเสก 108 องค์ ดังมีรายนามดังต่อไปนี้ 1.สมเด็จพระสังฆราช แพ วัดสุทัศน์ 2.ท่านเจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์ 3. หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา 4.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก 5.หลวงปู่นาค วัดระฆัง 6.หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู 7.หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว 8. หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง 9.หลวงพ่อแช่ม วัดตากล้อง 10. หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว 11.หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด 12.หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ 13.หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง 14.หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ 15.หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา 16.หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ 17. หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก 18.พระพุทธโฆษาจารย์เจริญ วัดเทพศิรินทร์ 19.หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ 20.หลวงพ่อติสโสอ้วน วัดบรมนิวาส 21.สมเด็จพระสังฆราชชื่น วัดบวรนิเวศ 22.พระพุฒาจารย์นวม วัดอนงค์ 23.หลวงพ่อเส็ง วัดกัลยา 24.หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ 25.หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ 26.หลวงพ่อเล็ก วัดบางนมโค 27.หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ 28.หลวงพ่อช่วง วัดบางแพรกใต้ 29.หลวงพ่ออาจ วัดดอนไก่ดี 30.หลวงพ่อกลิ่น วัดสพานสูง 31.สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ 32.หลวงพ่อเชย วัดเจษฎาราม 33.หลวงพ่อปาน วัดเทพธิดาราม 34.หลวงพ่อเซ็ก วัดทองธรรมชาติ 35.หลวงพ่อเจีย วัดพระเชตุพน 36. หลวงพ่อเผื่อน วัดพระเชตุพน 37.หลวงพ่อหลิม วัดทุ่งบางมด 38. หลวงพ่อแพ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก 39.หลวงพ่อสอน วัดพลับ 40.หลวงพ่อเฟื่อง วัดสัมพันธวงศ์ 41.หลวงพ่อบัว วัดอรุณ 42. หลวงพ่อนาค วัดอรุณ 43.หลวงพ่อปลั่ง วัดคูยาง 44.หลวงพ่อชุ่ม วัดพระประโทน 45.หลวงพ่อสนิท วัดราษฎร์บูรณะ 46.หลวงพ่อเจิม วัดราษฎร์บูรณะ 47.หลวงพ่อสุข วัดราษฎร์บูรณะ 48.หลวงพ่ออาคม สุนทรมา วัดราษฎร์บูรณะ 49.หลวงพ่อดี วัดเทวสังฆาราม 50.หลวงพ่อประหยัด วัดสุทัศน์ 51.หลวงพ่อปลอด วัดหลวงสุวรรณ 52. หลวงพ่ออิ่ม วัดชัยพฤกษ์มาลา 53.หลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก 54. หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน 55.หลวงพ่อครุฑ วัดท่อฬ่อ 56.หลวงพ่อกลีบ วัดตลิ่งชัน 57.หลวงพ่อทรัพย์ วัดสังฆราชาวาส 58.หลวงพ่อแม้น วัดเสาธงทอง 59.หลวงปู่รอด วัดวังน้ำวน 60.หลวงพ่อสาย วัดพยัคฆาราม 61.หลวงพ่อเส็ง วัดประจันตาคาม 62.หลวงพ่อพิศ วัดฆะมัง 63.หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก 64.หลวงพ่อหมา วัดน้ำคือ 65. หลวงปู่จันทร์ วัดบ้านยาง 66.หลวงปู่เหมือน วัดโรงหีบ 67.หลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว 68.หลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง 69.หลวงพ่อปลื้ม วัดปากคลองมะขามเฒ่า 70.หลวงพ่อแนบ วัดระฆัง 71.หลวงพ่อเลียบ วัดเลา 72.หลวงพ่อพักตร์ วัดบึงทองหลาง 73.หลวงพ่อสอน วัดลาดหญ้า 74.หลวงปู่เผือก วัดโมรี 75.หลวงพ่อผิน วัดบวรนิเวศ 76. หลวงพ่อเจียง วัดเจริญธรรมาราม 77.หลวงพ่อทองอยู่ วัดประชาโฆษิตาราม 78.หลวงพ่อไวย์ วัดดาวดึงส์ 79.หลวงพ่อกลึง วัดสวนแก้ว 80. หลวงพ่ออ่ำ วัดวงฆ้อง 81.หลวงปู่จันทร์ วัดคลองระนง 82.หลวงพ่ออ๋อย วัดไทร 83.หลวงพ่อศรี วัดพลับ 84.พระอาจารย์เชื้อ วัดพลับ 85. หลวงพ่อพริ้ง วัดบางประกอก 86.หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ 87.หลวงพ่อพริ้ง วัดราชนัดดา 88.หลวงพ่อขำ วัดตรีทศเทพ 89.หลวงพ่อหนู วัดปทุมวนาราม 90.หลวงพ่อทองคำ วัดปทุมคงคา 91.หลวงพ่อเจียง วัดเจริญสุธาราม 92.หลวงพ่อกรอง วัดสว่างอารมณ์ 93.หลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง 94.หลวงพ่อบุญ วัดอินทราราม 95.หลวงพ่อเปลี่ยน วัดบึง 96. หลวงพ่อฉ่ำ วัดท้องคุ้ง 97.หลวงพ่อพรหมสรรอด วัดบ้านไพร 98. หลวงปู่จันทร์ วัดโสมนัสวิหาร 99.หลวงพ่อโสม วัดราษฎร์บูรณะ 100. หลวงพ่อบุตร วัดบางปลากด 101.หลวงพ่อโต วัดบ้านกล้วย 102. หลวงพ่อทองอยู่ วัดบางหัวเสือ 103.หลวงพ่อวงศ์ วัดสระเกศ 104. พระอาจารย์พงษ์ วัดกำแพง 105.พระอธิการชัย วัดเปรมประชา 106. หลวงปู่รอด วัดเกริ่น 107.หลวงพ่อเที่ยง วัดบางหัวเสือ 108.หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ(ตัวท่านไม่ได้มาร่วมปลุกเสก แต่จารแผ่นทองเหลือง ทองแดงมาร่วมพิธี) เสาชิงชา ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม บนถนนบำรุงเมือง เขตพระนคร เสาชิงช้าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2327 และถือเป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2492 เป็นเสาชิงช้าขนาดใหญ่ มีสีแดงชาด มีส่วนสูงประมาณ 21 เมตร เนื้อจากเสาชิงช้ามีอายุการใช้งานมานานและสภาพชำรุดมาก จึงได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่โดยใช้ไม้สักทองที่มีขนาดลำต้นใกล้เคียงเดิมจำนวน 6 ต้นจากจังหวัดแพร่ และดำเนินการแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2549 เมื่อสมัยราชกาลที่ 1 เมื่อสร้างกรุงเทพมหานคร เสร็จแล้วได้โปรดให้มีการสร้างโบสถ์พราหมณ์ และเสาชิงช้า บริเวณริมถนนบำรุงเมือง ทางจะเลี้ยวไปถนนดินสอ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2327 และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ยายมาตั้งที่ถนนบำรุงเมืองในตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบัน ในอดีตเสาชิงช้านี้เคยใช้ประกอบพิธีตรียัมปวาย หรือพิธีโล้ชิงช้าในศาสนาพราหมณ์ เพื่อเป็นการแสดงถึงการต้อนรับพระอิศวรในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ในเดือนยี่ของทุกปี แต่ต่อมาพระราชพิธีได้ถูกยกเลิกในสมัยราชกาลที่ 7 ปีพุทธศักราช 2478 และยังเป็นเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงเทพมหานคร,,,,,,,,,,,,,ชุมชนช่างหล่อพระ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครฯ ศิลปกรรมคือเครื่องบ่งบอกถึงความเจริญก้าวหน้าของชุมชนหรือสังคม การหล่อพระพุทธรูปเป็นงานศิลปกรรมแขนงหนึ่งของชาวไทย ซึ่งมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมครั้งโบราณ พระพุทธรูปแต่ละสมัยจะมีเอกลักษณ์และความสวยงามที่แตกต่างกันไป การสร้างพระพุทธรูปเป็นงานที่มีความยากลำบากและสลับซับซ้อน ผู้สร้างต้องมีความสามารถและมีใจรักทางด้านศิลปะ การหล่อพระพุทธรูปได้เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของชาวไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน ชุมชนหนึ่งในธนบุรีเป็นชุมชนที่สืบทอดศิลปกรรมในการปั้นหล่อพระพุทธรูปให้แก่กรุงธนบุรีและเกาะรัตนโกสินทร์ คือ “ ชุมชนบ้านช่างหล่อ ” ในการปั้นหล่อพระพุทธรูป ช่างหล่อของชุมชนบ้านช่างหล่อมีผลงานที่มีชื่อเสียงมาก ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในยุคต่อ ๆ มาช่างของบ้านช่างหล่อยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิธีการปั้นและหล่อให้ทันสมัย โดยการนำวิธีการใหม่ ๆ มาผสมผสานกับวิธีการเดิมที่เคยทำในบ้านช่างหล่อ บ้านช่างหล่อในอดีต บรรพบุรุษของชาวบ้านช่างหล่อเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา มีอาชีพหล่อพระพุทธรูปมาแต่เดิมภายหลังเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า และได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้อพยพตามมาด้วย และได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในละแวกตรอกบ้านช่างหล่อ ( เขตบางกอกน้อย ) และได้ดำเนินอาชีพปั้น และหล่อพระพุทธรูปสืบมา เดิมชาวบ้านช่างหล่อมีอาชีพเดียวกันหมด และเป็นเครือญาติพี่น้องสืบสกุลต่อเนื่องกันมา อาทิ สกุลพวกช่างปั้น ช่างหล่อ ช่างเททอง ช่างขัด ช่างลงรักปิดทอง ช่างติดกระจก ชาวบ้านช่างหล่อมีความสามัคคีกัน เมื่อบ้านใดรับงานใหญ่ๆ มา บ้านอื่นจะมาร่วมงานช่วยกันทำ จนได้ผลงานที่สวยงาม ช่างแต่ละสกุลร่วมงานกันด้วยดีเพราะต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านร่วมกัน อาณาเขตของบ้านช่างหล่อมีพื้นที่ไม่มากนัก ทิศเหนือติดกับ ถนนพรานนก ทิศใต้จรดซอยอิสรภาพ 44 ทิศตะวันออกจรดคลองบ้านขมิ้น ทิศตะวันตกจรดตลาดพรานนก แต่เดิมพื้นที่ภายในบ้านช่างหล่อเป็นสวนเป็นส่วนใหญ่ มีเรือนทรงไทยหลังคาหน้าจั่วเป็นย่อมๆ แต่ละบ้านมีบริเวณกว้าง เพราะต้องใช้พื้นที่มากในการปั้นและหล่อพระพุทธรูป พื้นที่ที่เหลือส่วนใหญ่จึงปลูกไม้ผล หรือเป็นสวนผัก พื้นที่ของชุมชนบ้านช่างหล่อมีคลองทะลุถึงกันหมดไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงวัดระฆัง การสัญจรไปมาใช้ทางเรือ บ้านช่างหล่อในปัจจุบัน ชุมชนบ้านช่างหล่อแต่เดิมทีเป็นเรือกสวน มีบ้านทรงไทยหลังคาหน้าจั่วเป็นหย่อมๆ แต่ละบ้านมีบริเวณกว้าง สำหรับปั้นและหล่อ พระพุทธรูป บ้านแต่ละหลังไม่มีรั้ว เพราะส่วนใหญ่เป็นเครือญาติสภาพดังกล่าวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการตัดถนนสายต่าง ๆ คูคลอง ที่เคยใช้สัญจรไปมาหมดความสำคัญ ที่ตั้งของชุมชนบ้านช่างหล่ออยู่ในทำเลที่ดีใกล้โรงพยาบาลศิริราช ใกล้ท่าเรือพรานนกวังหลัง) ที่สามารถข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนที่สำคัญมีมหาวิทยาลัย สถานที่ราชการมากมาย ดังนั้นจึงมีคนอพยพมาอยู่ในชุมชนบ้านช่างหล่อเพิ่มขึ้นทุกที บ้านช่างหล่ออยู่ในเขตที่มีการคมนาคมสะดวก พื้นที่มีอยู่จำนวนมาก ถูกนำมาแบ่งขาย หรือให้เช่า หรือ ทำเป็นหอพัก บ้านเรือนจึงเริ่มแออัดมากขึ้น เมื่อผู้คนมากขึ้นมีผลกระทบถึง โรงหล่อพระพุทธรูป เพราะเมื่ออาชีพเผาหุ่น การหล่อ การเททอง จะมีขี้เถ้าและเปลวไฟจากโรงหล่อกระเด็นไปตกในบ้านเรือนผู้อื่น ต่อมามีการออกกฎหมายให้พื้นที่บริเวณบ้านช่างหล่อเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ห้ามทำโรงงานอุตสาหกรรม หรือหากทำต้องก่อกำแพงให้มิดชิด ซึ่งต้องลงทุนมาก ทำให้โรงหล่อต่าง ๆ ในชุมชนบ้านช่างหล่อต้องปิดกิจการ หรือย้ายไปอยู่บริเวณอื่น ๆ ปัจจุบัน ไม่มีโรงหล่อเหลืออยู่ในชุมชนบ้านช่างหล่อเลย โรงหล่อเดิมจึงเป็นเพียงสำนักงานเพื่อติดต่องาน ปัจจุบันชุมชนบ้านช่างหล่อจึงเหลือแต่เพียงชื่อเท่านั้น ,,,,,,,,,,,,,ขั้นตอนของการหล่อพระพุทธรูปโดยสังเขปมีดังนี้ คือ 1. การปั้น การปั้นพระพุทธรูปตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสมบูรณ์พร้อมที่จะหล่อมี ขั้นตอนโดยละเอียด ดังนี้ คือ 1. การปั้นดินแกนหรือดินหุ่น 2. การหุ้มขี้ผึ้ง 3. การใส่ทอย 4. การติดสายชนวนขี้ผึ้ง 5. การทับดินนวล 6. การทับด้วยดินอ่อน 7. การพอกทับด้วยดินแก่ 8. การเข้าลวดหรือรัดปลอก 9. การพอกดินแก่ทับอีกชั้นหนึ่ง 10. การทำปากจอบ 2. การหล่อพระ การหล่อพระพุทธรูปนิยมเรียกว่า “ การเททอง ” ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ 1. การเผาแม่พิมพ์ 2. การหลอมทองให้ละลาย 3. การทำนั่งร้าน 4. การเททอง,,,,,,,,,,,,.....***ปัจจุบันในตลาดในสนามพระเครื่องมีของเก๊ของปลอมออกมาหลายฝีมือถ้าท่านไม่แม่นจริงอย่าได้เสี่ยงเช่าซื้อให้สิ้นเปลืองเงิน ถ้าท่านต้องการของแท้ของดีไว้เป็นองค์ครูควรเลือกเช่าหาจากร้านที่มีความหน้าเชื่อถือ และ มีการรับประกัน.....***ควรเลือกเก็บสะสมพระองค์ที่สวยๆเพื่อมูลค่าเพิ่มในอนาคต***.....* พระองค์นี้ท่านลูกค้าชมองค์จริงได้ที่ 94/2 หมู่4 (ปั๊มน้ำมันPT) ซ.อ่อนนุช63 ถ.สุขุมวิท77 แขวง/เขต ประเวศ กทม.(กรุณาโทรนัดล่วงหน้า)*.....
เข้าชมร้าน     ทรัพย์สมบูรณ์พระเครื่อง [เอก ทรัพย์สมบูรณ์]
โทรศัพท์     0860039239 , 02
Facebook (ผู้ชม)  
ผู้เข้าชม   4210
***  พระพุทธชินราชอินโดจีน  ***



  พระเครื่อง มณเฑียร   สงวนลิขสิทธิ์ เนื้อหาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2011 ชมรมพระเครื่อง มณเฑียร   พระเครื่อง มณเฑียร  
 
พระเครื่อง มณเฑียร เว็บไซด์ : พระมณเฑียร : WWW.PRAMONTIEN.COM   พระเครื่อง มณเฑียร